วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
ดนครีช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กปฐมวัย
ดนตรีช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กปฐมวัย
เพลงและดนตรีจะช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาบางอย่างของเด็กปฐมวัย เช่น เด็กที่ไม่กล้าแสดงออก ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เด็กที่ขี้อาย มีความก้าวร้าว ฯลฯ เราสามารถนำกิจกรรมทางดนตรีเข้ามาช่วยปรับ หรือแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาด้านระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียงแก่เด็กปฐมวัย
ดนตรีสามารถเป็นสื่อที่จะให้เด็กรักษาระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียง โดยวิธีนี้เป็นสิ่งที่ทำได้โดยง่าย ซึ่งจะทำให้ครู - อาจารย์ ผู้เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อย หรือ เคี่ยวเข็ญบังคับ เช่น การใช้สัญญาณที่เป็นเสียงเพลงหรือดนตรีกับเด็กว่า ถ้าได้ยินเสียงสัญญาณนี้ทุกคนจะต้องมาเข้าแถว สัญญาณเสียงนี้ทุกคนจะต้องหยุดเล่น สัญญาณนอน สัญญาณรับประทานอาหาร สัญญาณดื่มน้ำ ฯลฯ ซึ่งอาจใช้สัญญาณเสียงที่เป็นเสียงดนตรีง่าย ๆ เช่น นกหวีดเป่าเป็นจังหวะ เสียงกลอง เสียงกรับ เสียงฉิ่ง - ฉับ เสียงกระดิ่งสั่น เป็นจังหวะหรือเสียงเพลงใดเพลงหนึ่ง ซึ่งถ้าเด็กเข้าใจและเคยชินกับสัญญาณเสียงทางดนตรีเหล่านี้ เด็กจะปฏิบัติทุกอย่างได้ดีมีความพร้อมเพรียงกัน โดยที่ครูหรือผู้อ่านเองไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการที่จะต้องคอยตะโกนบอกเด็กอยู่ทุกระยะ ฉะนั้นดนตรีจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยพัฒนาระเบียบวินัย รวมถึงความพร้อมเพรียงของเด็กปฐมวัยไได้อีกทางหนึ่ง
ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย
ดนตรีช่วยให้เด็กรู้จักฟังและแยกความแตกต่างของระดับเสียง สูง ต่ำ ดัง ค่อย หนัก เบา แหลม ทุ้ม รู้จักแยกอัตราจังหวะ ช้า ปานกลาง เร็ว ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการฟังคำพูดที่ประกอบไปด้วยเสียงหนัก - เบา และเสียงวรรณยุกต์ทางภาษาที่แตกต่างกัน ดนตรีจะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านต่าง ๆ อาทิ การเขียน การพูด การอ่านออกเสียงของเด็ก เพราะในขณะที่เด็กร้องเพลง เด็กจะต้องรู้จักควบคุมการหายใจ รู้จักควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด รู้จักจังหวะ
ของคำพูด รู้จักรูปประโยคที่ถูกต้อง และเด็กจะชอบเล่นกับคำพูด ซึ่งเป็นบทคล้องจองที่อยู่ในเพลงนั้น เนื่องจากเพลงทุกเพลงจะต้องมีเนื้อร้องที่สัมผัสกัน เช่น นกเอยนกน้อยน้อย เจ้าค่อยค่อยเคลื่อนคล้อยมา คำว่าน้อยสัมผัสกับค่อย ลักษณะของคำที่คล้องจองกันเช่นนี้ ทำให้เด็กสามารถจำเพลงได้ง่ายขึ้น สิ่งต่าง ๆ ดังที่ผู้เขียนกล่าวมาจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้กับเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี
ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ดนตรีจะช่วยสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจ และมโนคติกับเด็กในเรื่องต่าง ๆ เช่น ธรรมชาติศึกษา คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา ฯลฯ และเป็นการช่วยที่เด็กพอใจ เด็กเข้าใจและจดจำได้เอง โดยไม่ต้องมีการบังคับ เช่น นบทเพลงที่เกี่ยวกับลม ฝน แมลง นก ขณะที่เด็กร้องเพลงและทำท่าเคลื่อนไหวเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ อาทิ ลีลาเลียนแบบท่าทางของสัตว์ ท่าทางของคน ลีลาเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์กลไกและเครื่องเล่น ลีลา เลียนแบบปรากฎการณ์ธรรมชาติ หรือลีลาตามจินตนการ ซึ่งเด็กจะมีความเข้าใจธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น หรือในขณะที่เด็กร้องเพลงนับกระต่าย นับลูกแมว นับนิ้ว เด็กก็จะได้รับความคิดในเรื่องการเพิ่ม - ลดของจำนวน การเรียงลำดับที่ ฯลฯ ซึ่งพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยจะเจริญงอกงามโดยอาศัยกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมทางดนตรีนับเป็นกิจกรรมที่มี ความสำคัญยิ่ง
ดนตรีช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย
เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กปฐมวัยเป็นเด็กที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) เด็กจะสนใจตนเองมากกว่า ทำให้เด็กไม่ค่อยคิดถึงผู้อื่น สิ่งที่ควรแก้ไขให้รู้จักเอาใจผู้อื่น แบ่งปันสิ่งของ ร่วมเล่นกับเพื่อน รู้จักช่วยเพื่อน ๆ รู้จักใช้ถ้อยคำและกริยาอย่างเหมาะสม รู้จักรักและชื่นชมและให้อภัยต่อกัน ซึ่งสิ่งดังกล่าวสามารถใช้ดนตรีเป็นสื่อ เพราะดนตรีมีส่วนช่วยโน้มน้าวให้เด็กอยากเรียน อยากเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน โดยที่ไม่ต้องมีการบังคับแต่ประการใด วิธีหนึ่งที่จะให้เด็กได้พัฒนาด้านสังคม คือ ให้เด็กได้ร่วมร้องเพลงหรือทำกิจกรรมทางดนตรี แสดงบทบาทตามดนตรี จนกระทั่งเด็กเกิดความซาบซึ้งและเห็นคุณค่า เด็กจะพยายามเลียนแบบ ทั้งนี้ ครูและผู้เกี่ยวข้องต้องคอยย้ำและเตือนอยู่เสมอ จนกระทั่งเด็กได้พัฒนาพฤติกรรมทางสังคม เด็กที่ได้รับการพัฒนาทางด้านสังคมโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ ผู้เขียนคิดว่า เด็กจะเรียนรู้ถึงความเป็นไปของสังคมใกล้ตัวและสังคมรอบข้าง เด็กจะเป็นที่รักของสมาชิกและสังคม อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข สามารถปรับ
ตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ รู้จักพูดจา แสดงท่าทางเหมาะแก่กาลเทศะ ทำงานและเล่นกับผู้อื่นได้ดี ยอมรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากการใช้ดนตรีเป็นสื่อในการพัฒนาสังคมของเด็กปฐมวัยโดยแท้
ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ - จิตใจของเด็กปฐมวัย
เพลงและดนตรีช่วยพัฒนาอารมณ์ของเด็กในแง่การให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน สดชื่น ร่าเริง บางครั้งเด็กปฐมวัยจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง อาจทำให้เด็กเกิดความขัดแย้งหรือสับสน จึงทำให้เด็กมีปัญหาในด้านอารมณ์และจิตใจดนตรีจะสามารถช่วยบรรเทาหรือปรับอารมณ์เด็กได้อย่างดี ดนตรีสามารถช่วยให้เด็กได้แสดงออกตามความต้องการความรู้สึกและความสามารถ ช่วยถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของเด็ก ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียด ดังจะเห็นได้จากการ
สังเกตเวลาเด็กร้องเพลงเล่นกัน เด็กจะมีหน้าตายิ้มแย้ม เบิกบาน แม้เด็กบางคนจะมีอารมณ์หงุดหงิด แต่เมื่อได้ร้องรำทำเพลงหรือได้ฟังเพลงสักครู่ก็จะค่อยคลายความไม่สบายใจลง เพราะความไพเราะของเพลง ลีลาและท่วงทำนองเพลงจะช่วยกล่อมอารมณ์ของเด็กให้เพลิดเพลินเป็นปกติได้อย่างดี นอกจากนี้แล้ว ดนตรียังพัฒนาอารมณ์ของเด็ก เกิดความบันเทิงใจ เพลิดเพลิน เกิดจินตนาการกว้างไกล อารมณ์เยือกเย็น สุขุม รักสวยรักงาม เห็นคุณค่าของดนตรี รักในเสียงเพลง เสียงดนตรี
จากการสัมผัสดนตรีอยู่ในโลกของดนตรี ไม่เกิดความเหงา เห็นเสียงเพลงเสียงดนตรีเป็นเพื่อน เด็กจะเกิดความนุ่มนวลอ่อนโยนขึ้น ไม่แข็งกระด้าง ไม่เห็นแก่ตัว มีอารมณ์สุนทรีย์ละเอียดอ่อน การพัฒนาทางอารมณ์ของเด็กจะได้รับการกล่อมเกลาไปทีละเล็กละน้อย จนมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม อันเป็นผลพวงจากดนตรีนั่นเอง
การนำกิจกรรมดนตรีมาใช้ประกอบการเรียนการสอนให้สัมพันธ์กับบทเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยนั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เด็กเรียนด้วยความสนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่ายวิชาที่เรียน เพราะเป็นการได้รับความรู้จากบทเรียน คละเคล้าไปกับการเล่นโดยไม่รู้ตัว และจะช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ ความจำของเด็กได้ดีขึ้น กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้ดนตรีอาจทำได้ดังนี้
1. ใช้ดนตรีเป็นเนื้อหาในการเรียนแล้วโยงไปหาวิชาอื่น ๆ เช่น ถ้าเพลงใดมีเนื่อหาที่บอกเรื่องราวต่าง ๆ สมบูรณ์ในตัว ก็นำเพลงนั้นมาให้เด็กร้องและอธิบายข้อความตามเนื้อเพลง แล้วจึงโยงไปถึงการเล่น การเล่าเรื่อง การเล่นนิทาน การฝึกทักษะด้านอื่น ๆ
2. ใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบให้สัมพันธ์กับบทเรียน คือ เรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วนำเพลงที่สัมพันธ์กับบทเรียนเข้ามาแทรก ซึ่งการแทรกนี้อาจทำได้หลายทาง เช่น ใช้ดนตรีเป็นการนำบทเรียน เพื่อที่จะเร้าให้เด็กเกิดความสนใจและกระตือรือร้นอยากที่จะเรียน ควรใช้เพลงที่เกี่ยวกับการให้เด็กคิดหรือให้ทาย เป็นต้นใช้ดนตรีแทรกตอนกลางบทเรียน บางครั้งบทเรียนที่ค่อนข้างยาวเกินไป อาจทำให้เด็กเบื่อและมีสมาธิสั้น อาจใช้เพลงแทรกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และเพื่อให้
เด็กเรียนด้วยความสนุกสนานยิ่งขึ้น ซึ่งเพลงที่จะนำมาร้องแทรกตอนกลางของบทเรียนนี้ ควรเป็นเพลงที่เด็กร้องเป็นมาก่อน หรือเคยได้ฟังมาบ้างและเป็นเพลงที่ร้องง่าย ๆ ฉะนั้น ครูจะต้องเริ่มสอนร้องเพลงใหม่ ทำให้ความสนใจของเด็กมาอยู่ที่ดนตรีหมด โดยที่ยังสอนบทเรียนไม่จบ นอกจากนี้ การนำดนตรีมาแทรกในบทเรียนยังช่วยได้มากในกรณีที่ครูต้องการเน้นเนื้อหาให้เด็กเข้าใจ และเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น
3. ใช้ดนตรีหรือเพลงร้องภายหลังบทเรียน ซึ่งเป็นการทบทวนบทเรียนไปด้วย เช่น เมื่อเด็กเรียนธรรมชาติศึกษาเรื่องสัตว์ต่าง ๆ ได้หัดฟังและเลียนแสียงร้องของสัตว์และชนิดของสัตว์ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้ว เพื่อเป็นการทบทวนความจำให้แม่นยำยิ่งขึ้นว่าสัตว์ใดร้องอย่างใด ก็นำกิจกรรมทางดนตรีมาให้เด็กร้องหรือเล่นเป็นการสรุปบทเรียนได้อีกทางหนึ่ง
การนำกิจกรรมทางดนตรีมาประกอบการเรียนการสอนเพื่อเป็นสื่อสร้างเสริมพัฒนาการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัย สามารถสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงรายวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษา สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศึกษา ธรรมชาติ ฯลฯ การใช้ดนตรีเข้าช่วยจะทำให้เด็กเกิดความสุกสนาน สร้างเสริมคุณค่าและพัฒนาการทางอารมณ์ สามารถอำนวยประโยชน์ในกิจกรรมการเรียนการสอน และเป็นประโยชน์สำหรับเด็กปฐมวัยและผู้เกี่ยวข้อง
ที่มา http://www.student.chula.ac.th/~47445269/webpage/music5.htm
เพลงและดนตรีจะช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาบางอย่างของเด็กปฐมวัย เช่น เด็กที่ไม่กล้าแสดงออก ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เด็กที่ขี้อาย มีความก้าวร้าว ฯลฯ เราสามารถนำกิจกรรมทางดนตรีเข้ามาช่วยปรับ หรือแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาด้านระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียงแก่เด็กปฐมวัย
ดนตรีสามารถเป็นสื่อที่จะให้เด็กรักษาระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียง โดยวิธีนี้เป็นสิ่งที่ทำได้โดยง่าย ซึ่งจะทำให้ครู - อาจารย์ ผู้เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อย หรือ เคี่ยวเข็ญบังคับ เช่น การใช้สัญญาณที่เป็นเสียงเพลงหรือดนตรีกับเด็กว่า ถ้าได้ยินเสียงสัญญาณนี้ทุกคนจะต้องมาเข้าแถว สัญญาณเสียงนี้ทุกคนจะต้องหยุดเล่น สัญญาณนอน สัญญาณรับประทานอาหาร สัญญาณดื่มน้ำ ฯลฯ ซึ่งอาจใช้สัญญาณเสียงที่เป็นเสียงดนตรีง่าย ๆ เช่น นกหวีดเป่าเป็นจังหวะ เสียงกลอง เสียงกรับ เสียงฉิ่ง - ฉับ เสียงกระดิ่งสั่น เป็นจังหวะหรือเสียงเพลงใดเพลงหนึ่ง ซึ่งถ้าเด็กเข้าใจและเคยชินกับสัญญาณเสียงทางดนตรีเหล่านี้ เด็กจะปฏิบัติทุกอย่างได้ดีมีความพร้อมเพรียงกัน โดยที่ครูหรือผู้อ่านเองไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการที่จะต้องคอยตะโกนบอกเด็กอยู่ทุกระยะ ฉะนั้นดนตรีจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยพัฒนาระเบียบวินัย รวมถึงความพร้อมเพรียงของเด็กปฐมวัยไได้อีกทางหนึ่ง
ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย
ดนตรีช่วยให้เด็กรู้จักฟังและแยกความแตกต่างของระดับเสียง สูง ต่ำ ดัง ค่อย หนัก เบา แหลม ทุ้ม รู้จักแยกอัตราจังหวะ ช้า ปานกลาง เร็ว ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการฟังคำพูดที่ประกอบไปด้วยเสียงหนัก - เบา และเสียงวรรณยุกต์ทางภาษาที่แตกต่างกัน ดนตรีจะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านต่าง ๆ อาทิ การเขียน การพูด การอ่านออกเสียงของเด็ก เพราะในขณะที่เด็กร้องเพลง เด็กจะต้องรู้จักควบคุมการหายใจ รู้จักควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด รู้จักจังหวะ
ของคำพูด รู้จักรูปประโยคที่ถูกต้อง และเด็กจะชอบเล่นกับคำพูด ซึ่งเป็นบทคล้องจองที่อยู่ในเพลงนั้น เนื่องจากเพลงทุกเพลงจะต้องมีเนื้อร้องที่สัมผัสกัน เช่น นกเอยนกน้อยน้อย เจ้าค่อยค่อยเคลื่อนคล้อยมา คำว่าน้อยสัมผัสกับค่อย ลักษณะของคำที่คล้องจองกันเช่นนี้ ทำให้เด็กสามารถจำเพลงได้ง่ายขึ้น สิ่งต่าง ๆ ดังที่ผู้เขียนกล่าวมาจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้กับเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี
ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ดนตรีจะช่วยสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจ และมโนคติกับเด็กในเรื่องต่าง ๆ เช่น ธรรมชาติศึกษา คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา ฯลฯ และเป็นการช่วยที่เด็กพอใจ เด็กเข้าใจและจดจำได้เอง โดยไม่ต้องมีการบังคับ เช่น นบทเพลงที่เกี่ยวกับลม ฝน แมลง นก ขณะที่เด็กร้องเพลงและทำท่าเคลื่อนไหวเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ อาทิ ลีลาเลียนแบบท่าทางของสัตว์ ท่าทางของคน ลีลาเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์กลไกและเครื่องเล่น ลีลา เลียนแบบปรากฎการณ์ธรรมชาติ หรือลีลาตามจินตนการ ซึ่งเด็กจะมีความเข้าใจธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น หรือในขณะที่เด็กร้องเพลงนับกระต่าย นับลูกแมว นับนิ้ว เด็กก็จะได้รับความคิดในเรื่องการเพิ่ม - ลดของจำนวน การเรียงลำดับที่ ฯลฯ ซึ่งพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยจะเจริญงอกงามโดยอาศัยกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมทางดนตรีนับเป็นกิจกรรมที่มี ความสำคัญยิ่ง
ดนตรีช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย
เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กปฐมวัยเป็นเด็กที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) เด็กจะสนใจตนเองมากกว่า ทำให้เด็กไม่ค่อยคิดถึงผู้อื่น สิ่งที่ควรแก้ไขให้รู้จักเอาใจผู้อื่น แบ่งปันสิ่งของ ร่วมเล่นกับเพื่อน รู้จักช่วยเพื่อน ๆ รู้จักใช้ถ้อยคำและกริยาอย่างเหมาะสม รู้จักรักและชื่นชมและให้อภัยต่อกัน ซึ่งสิ่งดังกล่าวสามารถใช้ดนตรีเป็นสื่อ เพราะดนตรีมีส่วนช่วยโน้มน้าวให้เด็กอยากเรียน อยากเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน โดยที่ไม่ต้องมีการบังคับแต่ประการใด วิธีหนึ่งที่จะให้เด็กได้พัฒนาด้านสังคม คือ ให้เด็กได้ร่วมร้องเพลงหรือทำกิจกรรมทางดนตรี แสดงบทบาทตามดนตรี จนกระทั่งเด็กเกิดความซาบซึ้งและเห็นคุณค่า เด็กจะพยายามเลียนแบบ ทั้งนี้ ครูและผู้เกี่ยวข้องต้องคอยย้ำและเตือนอยู่เสมอ จนกระทั่งเด็กได้พัฒนาพฤติกรรมทางสังคม เด็กที่ได้รับการพัฒนาทางด้านสังคมโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ ผู้เขียนคิดว่า เด็กจะเรียนรู้ถึงความเป็นไปของสังคมใกล้ตัวและสังคมรอบข้าง เด็กจะเป็นที่รักของสมาชิกและสังคม อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข สามารถปรับ
ตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ รู้จักพูดจา แสดงท่าทางเหมาะแก่กาลเทศะ ทำงานและเล่นกับผู้อื่นได้ดี ยอมรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากการใช้ดนตรีเป็นสื่อในการพัฒนาสังคมของเด็กปฐมวัยโดยแท้
ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ - จิตใจของเด็กปฐมวัย
เพลงและดนตรีช่วยพัฒนาอารมณ์ของเด็กในแง่การให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน สดชื่น ร่าเริง บางครั้งเด็กปฐมวัยจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง อาจทำให้เด็กเกิดความขัดแย้งหรือสับสน จึงทำให้เด็กมีปัญหาในด้านอารมณ์และจิตใจดนตรีจะสามารถช่วยบรรเทาหรือปรับอารมณ์เด็กได้อย่างดี ดนตรีสามารถช่วยให้เด็กได้แสดงออกตามความต้องการความรู้สึกและความสามารถ ช่วยถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของเด็ก ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียด ดังจะเห็นได้จากการ
สังเกตเวลาเด็กร้องเพลงเล่นกัน เด็กจะมีหน้าตายิ้มแย้ม เบิกบาน แม้เด็กบางคนจะมีอารมณ์หงุดหงิด แต่เมื่อได้ร้องรำทำเพลงหรือได้ฟังเพลงสักครู่ก็จะค่อยคลายความไม่สบายใจลง เพราะความไพเราะของเพลง ลีลาและท่วงทำนองเพลงจะช่วยกล่อมอารมณ์ของเด็กให้เพลิดเพลินเป็นปกติได้อย่างดี นอกจากนี้แล้ว ดนตรียังพัฒนาอารมณ์ของเด็ก เกิดความบันเทิงใจ เพลิดเพลิน เกิดจินตนาการกว้างไกล อารมณ์เยือกเย็น สุขุม รักสวยรักงาม เห็นคุณค่าของดนตรี รักในเสียงเพลง เสียงดนตรี
จากการสัมผัสดนตรีอยู่ในโลกของดนตรี ไม่เกิดความเหงา เห็นเสียงเพลงเสียงดนตรีเป็นเพื่อน เด็กจะเกิดความนุ่มนวลอ่อนโยนขึ้น ไม่แข็งกระด้าง ไม่เห็นแก่ตัว มีอารมณ์สุนทรีย์ละเอียดอ่อน การพัฒนาทางอารมณ์ของเด็กจะได้รับการกล่อมเกลาไปทีละเล็กละน้อย จนมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม อันเป็นผลพวงจากดนตรีนั่นเอง
การนำกิจกรรมดนตรีมาใช้ประกอบการเรียนการสอนให้สัมพันธ์กับบทเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยนั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เด็กเรียนด้วยความสนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่ายวิชาที่เรียน เพราะเป็นการได้รับความรู้จากบทเรียน คละเคล้าไปกับการเล่นโดยไม่รู้ตัว และจะช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ ความจำของเด็กได้ดีขึ้น กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้ดนตรีอาจทำได้ดังนี้
1. ใช้ดนตรีเป็นเนื้อหาในการเรียนแล้วโยงไปหาวิชาอื่น ๆ เช่น ถ้าเพลงใดมีเนื่อหาที่บอกเรื่องราวต่าง ๆ สมบูรณ์ในตัว ก็นำเพลงนั้นมาให้เด็กร้องและอธิบายข้อความตามเนื้อเพลง แล้วจึงโยงไปถึงการเล่น การเล่าเรื่อง การเล่นนิทาน การฝึกทักษะด้านอื่น ๆ
2. ใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบให้สัมพันธ์กับบทเรียน คือ เรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วนำเพลงที่สัมพันธ์กับบทเรียนเข้ามาแทรก ซึ่งการแทรกนี้อาจทำได้หลายทาง เช่น ใช้ดนตรีเป็นการนำบทเรียน เพื่อที่จะเร้าให้เด็กเกิดความสนใจและกระตือรือร้นอยากที่จะเรียน ควรใช้เพลงที่เกี่ยวกับการให้เด็กคิดหรือให้ทาย เป็นต้นใช้ดนตรีแทรกตอนกลางบทเรียน บางครั้งบทเรียนที่ค่อนข้างยาวเกินไป อาจทำให้เด็กเบื่อและมีสมาธิสั้น อาจใช้เพลงแทรกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และเพื่อให้
เด็กเรียนด้วยความสนุกสนานยิ่งขึ้น ซึ่งเพลงที่จะนำมาร้องแทรกตอนกลางของบทเรียนนี้ ควรเป็นเพลงที่เด็กร้องเป็นมาก่อน หรือเคยได้ฟังมาบ้างและเป็นเพลงที่ร้องง่าย ๆ ฉะนั้น ครูจะต้องเริ่มสอนร้องเพลงใหม่ ทำให้ความสนใจของเด็กมาอยู่ที่ดนตรีหมด โดยที่ยังสอนบทเรียนไม่จบ นอกจากนี้ การนำดนตรีมาแทรกในบทเรียนยังช่วยได้มากในกรณีที่ครูต้องการเน้นเนื้อหาให้เด็กเข้าใจ และเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น
3. ใช้ดนตรีหรือเพลงร้องภายหลังบทเรียน ซึ่งเป็นการทบทวนบทเรียนไปด้วย เช่น เมื่อเด็กเรียนธรรมชาติศึกษาเรื่องสัตว์ต่าง ๆ ได้หัดฟังและเลียนแสียงร้องของสัตว์และชนิดของสัตว์ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้ว เพื่อเป็นการทบทวนความจำให้แม่นยำยิ่งขึ้นว่าสัตว์ใดร้องอย่างใด ก็นำกิจกรรมทางดนตรีมาให้เด็กร้องหรือเล่นเป็นการสรุปบทเรียนได้อีกทางหนึ่ง
การนำกิจกรรมทางดนตรีมาประกอบการเรียนการสอนเพื่อเป็นสื่อสร้างเสริมพัฒนาการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัย สามารถสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงรายวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษา สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศึกษา ธรรมชาติ ฯลฯ การใช้ดนตรีเข้าช่วยจะทำให้เด็กเกิดความสุกสนาน สร้างเสริมคุณค่าและพัฒนาการทางอารมณ์ สามารถอำนวยประโยชน์ในกิจกรรมการเรียนการสอน และเป็นประโยชน์สำหรับเด็กปฐมวัยและผู้เกี่ยวข้อง
ที่มา http://www.student.chula.ac.th/~47445269/webpage/music5.htm
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
แนวทางการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย
เพื่อนจ๋า......... เพื่อน ๆ คิดว่าเรา...ในฐานะที่จะเป็นครูในวันข้างหน้านี้เราจะมีแนวทางในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับเพลงหรือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ๆ ที่น่ารักของเรากันอย่างไรบ้าง
วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นแอลดี !!
แม้แอลดีจะไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนในเด็กต่ำกว่า 6 ขวบ แต่เราก็สามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้มือไม่เก่ง งุ่มง่าม ซุกซน พูดช้า การทรงตัวไม่ดี สับสนทิศทาง สับสนซ้ายขวา หรือเด็กที่อายุเกินชั้น ป.1 แล้วยังพูดไม่ชัด มีปัญหาเรื่องของการใช้ภาษา พูด อธิบายหรือเล่าอะไรไม่ได้ ประโยคไม่ปะติดปะต่อ ก็อาจจะมีแอลดีร่วมด้วย และเมื่อถึงวัยประถมที่สภาพแวดล้อมเริ่มผลักดันให้ต้องแสดงความสามารถ การเรียนแยกย่อยเป็นรายวิชาและเอาจริงเอาจังมากขึ้น อาการของโรคก็จะแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้น
+ - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - +
ภาวะแอลดีมีผลต่อเด็กอย่างไร ?
ทำให้มีศักดิ์ศรีในตนเองต่ำ เด็กอาจจะรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากเพื่อน บ่อยครั้งมักคิดว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่นหรือแย่กว่าคนอื่น
ทำให้เด็กคิดว่าตนเองจะล้มเหลวทางการเรียน ไม่คาดหวังอะไรมากเกี่ยวกับผลการเรียน ทำให้ไม่ตั้งใจเรียนจนสูญเสียความสนใจทางการเรียนไป
ทักษะทางสังคมช้าหรือไม่เหมาะสมกับวัย เช่นเด็กบางคนอาจชอบเล่นกับเด็กที่อายุน้อยกว่า การควบคุมตนเองหรือการแสดงออกทางพฤติกรรมไม่เหมาะสม
+ - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - +
การให้ความช่วยเหลือ
แอลดีนั้นถือเป็นโรคที่ไม่มีทางหายขาด การฝึกฝนอาจจะทำให้ทักษะการอ่าน เขียนหรือคำนวณพัฒนาขึ้นมาได้บ้างเป็นบางส่วน แต่โดยธรรมชาติ วิธีการเรียนรู้ของเด็กแอลดีก็จะแตกต่างจากเด็กอื่นๆดังนั้น สิ่งสำคัญคือพ่อแม่และครูต้องมีความเข้าใจถึงความแตกต่างและข้อจำกัดของเด็ก จึงจะทำให้เด็กได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
กิจกรรมบำบัดกับเด็กแอลดี
กิจกรรมบำบัดเป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ในการพัฒนาความสามารถในด้านการเรียนให้เพิ่มขึ้นได้ โดยนักกิจกรรมบำบัดจะให้การช่วยเหลือเด็กในองค์ประกอบพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น
- ส่งเสริมช่วงความสนใจและสมาธิในเด็กที่มีช่วงความสนใจและสมาธิสั้น
- ลดพฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง
- ส่งเสริมทักษะการควบคุมตนเองการอดทนต่อความคับข้องใจ
- ส่งเสริมทักษะความจำด้านสายตา
- ส่งเสริมทักษะด้านการเคลื่อนไหว
โดยใช้กิจกรรมที่ผ่านการวิเคราะห์โดยนักกิจกรรมบำบัด เป็นสื่อในการส่งเสริมความสามารถให้กับเด็กในแต่ละด้านที่เด็กมีปัญหา หลังจากที่เด็กได้เข้ารับการประเมินทางกิจกรรมบำบัดแล้ว
นำมาจาก คลินิกกิจกรรมบำบัด
ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก
คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียงใหม่โดยนางสาวจงกลกร พันธ์ประสิทธิ์ 484186101 หมู่เรียน 48/186/1
แม้แอลดีจะไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนในเด็กต่ำกว่า 6 ขวบ แต่เราก็สามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้มือไม่เก่ง งุ่มง่าม ซุกซน พูดช้า การทรงตัวไม่ดี สับสนทิศทาง สับสนซ้ายขวา หรือเด็กที่อายุเกินชั้น ป.1 แล้วยังพูดไม่ชัด มีปัญหาเรื่องของการใช้ภาษา พูด อธิบายหรือเล่าอะไรไม่ได้ ประโยคไม่ปะติดปะต่อ ก็อาจจะมีแอลดีร่วมด้วย และเมื่อถึงวัยประถมที่สภาพแวดล้อมเริ่มผลักดันให้ต้องแสดงความสามารถ การเรียนแยกย่อยเป็นรายวิชาและเอาจริงเอาจังมากขึ้น อาการของโรคก็จะแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้น
+ - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - +
ภาวะแอลดีมีผลต่อเด็กอย่างไร ?
ทำให้มีศักดิ์ศรีในตนเองต่ำ เด็กอาจจะรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากเพื่อน บ่อยครั้งมักคิดว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่นหรือแย่กว่าคนอื่น
ทำให้เด็กคิดว่าตนเองจะล้มเหลวทางการเรียน ไม่คาดหวังอะไรมากเกี่ยวกับผลการเรียน ทำให้ไม่ตั้งใจเรียนจนสูญเสียความสนใจทางการเรียนไป
ทักษะทางสังคมช้าหรือไม่เหมาะสมกับวัย เช่นเด็กบางคนอาจชอบเล่นกับเด็กที่อายุน้อยกว่า การควบคุมตนเองหรือการแสดงออกทางพฤติกรรมไม่เหมาะสม
+ - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - +
การให้ความช่วยเหลือ
แอลดีนั้นถือเป็นโรคที่ไม่มีทางหายขาด การฝึกฝนอาจจะทำให้ทักษะการอ่าน เขียนหรือคำนวณพัฒนาขึ้นมาได้บ้างเป็นบางส่วน แต่โดยธรรมชาติ วิธีการเรียนรู้ของเด็กแอลดีก็จะแตกต่างจากเด็กอื่นๆดังนั้น สิ่งสำคัญคือพ่อแม่และครูต้องมีความเข้าใจถึงความแตกต่างและข้อจำกัดของเด็ก จึงจะทำให้เด็กได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
กิจกรรมบำบัดกับเด็กแอลดี
กิจกรรมบำบัดเป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ในการพัฒนาความสามารถในด้านการเรียนให้เพิ่มขึ้นได้ โดยนักกิจกรรมบำบัดจะให้การช่วยเหลือเด็กในองค์ประกอบพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น
- ส่งเสริมช่วงความสนใจและสมาธิในเด็กที่มีช่วงความสนใจและสมาธิสั้น
- ลดพฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง
- ส่งเสริมทักษะการควบคุมตนเองการอดทนต่อความคับข้องใจ
- ส่งเสริมทักษะความจำด้านสายตา
- ส่งเสริมทักษะด้านการเคลื่อนไหว
โดยใช้กิจกรรมที่ผ่านการวิเคราะห์โดยนักกิจกรรมบำบัด เป็นสื่อในการส่งเสริมความสามารถให้กับเด็กในแต่ละด้านที่เด็กมีปัญหา หลังจากที่เด็กได้เข้ารับการประเมินทางกิจกรรมบำบัดแล้ว
นำมาจาก คลินิกกิจกรรมบำบัด
ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก
คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียงใหม่โดยนางสาวจงกลกร พันธ์ประสิทธิ์ 484186101 หมู่เรียน 48/186/1
รักลูกมากกกกก...จะให้ดนตรีอะไรกับลูกดี?
เมื่อพ่อแม่ เสียสละเวลาเพื่อลูก พาลูกไปเรียนดนตรี แต่กลับให้เรียนในลักษณะของกระบวนการ มากกว่าที่จะให้ลูก ได้สัมผัสกับดนตรีโดยตรง มีวิธีเดียวที่จะทำให้ลูกติดดนตรีไปจนโตได้ จะต้องให้เขาเรียนปฏิบัติจริง เรียนเป็นเพลง ๆ ไป ให้จำได้ทีละเพลง พูดง่าย ๆ คือ เรียนดนตรีโดยการต่อเพลง คล้าย ๆ กับการเรียนดนตรีไทย ดนตรีไทยจะเรียนโดยวิธีต่อเพลงโดยครู หรือพ่อแม่ ปู่ยา ตายาย ฯลฯ นักดนตรีไทยที่เก่ง ๆ เช่น ชัยยุทธ โตสง่า แห่งวง บอยไทย ก็เก่งมาได้จากวิธีการนี้ นักดนตรีเอกของโลก ได้แก่ โยฮัน เซบาสเตียน บ้าค ในยุค บาโร้ค เรียนเปียโนจากการ จดจำพี่ชายเล่น จนในที่สุดเล่นได้เก่งกว่าพี่ชาย ดังนั้น ถ้าจะให้ลูกเรียนดนตรี จงให้เขาเล่นเพลงไปเลย อย่ารอเรียน เบสิค มันเสียเวลา และน่าเบื่อ ในอนาคต ถ้าเขาต้องการเรียนเพิ่มความรู้ให้สูงขึ้น ก็ค่อยไปสนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง เด็กเล็ก ๆ ถ้าเรียนดนตรีไทย ควรเรียนเครื่องตี เช่น ขิม ระนาด เพราะการฝึกไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก และที่สำคัญ อย่าเก็บเข้าที่ ให้ตั้งวางเครื่องดนตรีนั้น ๆ ไว้ตรงจุดทึ่เขาชอบไปอยู่ พร้อมที่จะเล่นได้ทันที ข้อแนะนำ ถ้ามีเวลาพาลูกไปเรียนดนตรี ควรปฏิบัติดังนี้
1.อย่ารีบซื้อเครื่องดนตรี เพราะเด็กจะชินตา การเรียนจะไม่ตื่นเต้นพอลูกเล่นได้สักเพลงหรือสองเพลง ค่อยซื้อ แต่อย่าซื้อของแพง เอาไว้พอเขาเก่งขึ้น ค่อยให้เป็นรางวัลอีกครั้ง
2.เด็กเล็ก ๆ เมื่อเรียนดนตรี ควรให้เรียนด้วยความต้องการของเขาเอง อาจมีความสนใจสั้น แค่ 2 - 3 นาที ครูต้องหาของเล่นให้เล่นสลับกันไปกับการเรียน พ่อแม่ก็อย่าไปว่าครูว่าเขาอู้ เพราะเด็กโดยธรรมชาติมีความสนใจสั้น
3.พ่อแม่ต้องหวังสูงไว้เสมอว่า ลูกจะต้องเล่นดนตรีจนถึงวัยรุ่น ดังนั้น การจูงใจทุกรูปแบบ การใช้จิตวิทยา การเสริมแรงด้วยรางวัล ล้วนทำให้ลูกติดดนตรีจนโต สามารถหลุดรอดจากสังคมที่สุ่มเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
4.อย่าลืมหาเวทีให้ลูกโชว์บ่อย ๆ แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนี่อยบ้าง แต่รับรองว่าคุ้มค่าในอนาคต
จะให้ลูกเรียนอะไรดี
1.ดนตรีไทย
ควรเลือก
-ขิม
-ระนาด
2.ดนตรีสากล
ควรเลือก
-เปียโน ( ที่สร้างเสียงโดยการเคาะลงบนคีย์บอร์ด )
-ไวโอลิน ( อาจยากในช่วงแรก ๆ แต่จะเป็นผลดีในภายหลัง )
หมายเหตุ เครื่องดนตรีอื่น ๆ ก็สามารถเลือกเล่นได้ แต่ที่แนะนำแค่ 2 ประเภท ก็เพื่อให้มีทางเลือกที่ง่ายขึ้น
ส่วนข้อมูลที่นำมาแนะนำนี้ ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ เพราะเป็นเพียงการเก็บข้อมูลจากเหตุการณ์จริงในแวดวงของการเรียนการสอนดนตรีโดยทั่ว ๆ ไป
ทางเลือกของการเรียนดนตรีของเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่ต้องศึกษาจิตวิทยาเด็กไปด้วย โดยเข้าไปอ่านเว็บไซด์ที่เกี่ยวกับ ดนตรี พัฒนาการเด็ก
กรณีศึกษา
ครอบครัวหนึ่ง มีลูกสาว 1 คน พ่อเป็นครูสอนดนตรี แม่เป็นครูอนุบาล พ่อสอนดนตรีให้ลูกด้วยตัวเองตั้งแต่ 8 ขวบ ( ถือกันว่า อายุ 8 ขวบเป็นช่วงของการเริ่มต้นดนตรีได้ดีที่สุด ) ไม่สอนโน้ตหรือเบสิค แต่ให้เรียนเปียโนโดยสอนเพลง Turkish march ของ Mozart โดยวิธีให้จำไปทีละห้อง ไม่ได้รีบร้อน
ขณะที่ดำเนินการสอนอยู่นั้น ผู้เป็นแม่รู้ถึงระยะความสนใจของเด็กรุ่นนี้ว่า สั้นมาก จึงวางเปียโนไว้ตรงทางเดินที่ทุกคนต้องผ่าน เปิดสวิทซ์ไว้ตลอดเวลาเมื่ออยู่ในบ้าน แม่ทำเป็นอยากเรียนบ้าง พ่อก็มาสอนให้ แต่ในขณะที่สอน แม่ก็ทำเป็นเล่นไม่ได้ ท้าให้ลูกมาแข่งกับแม่
เกิดการต่อสู้กันระหว่างแม่กับลูก พอแม่นั่งเล่นเปียโนได้สักพักหนึ่ง ลูกก็จะมาร่วมแจมด้วยเสมอ
เริ่มใช้จิตวิทยาการเสริมแรงด้วยการให้คำชมเชยในครั้งแรกที่ลูกเล่นได้คล่องแคล่ว การเรียนดำเนินไปอย่างน่าสนใจ
วันหนึ่ง เด็กน้อยเล่นจบเพลง สร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น ที่เด็กตัวนิดเดียวสามารถเล่นเพลงดังกล่าวได้อย่างคล่องแคล่ว ความเร็วของนิ้วสูงมาก
ปัจจุบัน คุณแม่ยังเล่นเปียโนไม่ได้เลย แต่คุณลูกเป็นครูสอนเปียโนไปแล้ว
เมื่อพ่อแม่ เสียสละเวลาเพื่อลูก พาลูกไปเรียนดนตรี แต่กลับให้เรียนในลักษณะของกระบวนการ มากกว่าที่จะให้ลูก ได้สัมผัสกับดนตรีโดยตรง มีวิธีเดียวที่จะทำให้ลูกติดดนตรีไปจนโตได้ จะต้องให้เขาเรียนปฏิบัติจริง เรียนเป็นเพลง ๆ ไป ให้จำได้ทีละเพลง พูดง่าย ๆ คือ เรียนดนตรีโดยการต่อเพลง คล้าย ๆ กับการเรียนดนตรีไทย ดนตรีไทยจะเรียนโดยวิธีต่อเพลงโดยครู หรือพ่อแม่ ปู่ยา ตายาย ฯลฯ นักดนตรีไทยที่เก่ง ๆ เช่น ชัยยุทธ โตสง่า แห่งวง บอยไทย ก็เก่งมาได้จากวิธีการนี้ นักดนตรีเอกของโลก ได้แก่ โยฮัน เซบาสเตียน บ้าค ในยุค บาโร้ค เรียนเปียโนจากการ จดจำพี่ชายเล่น จนในที่สุดเล่นได้เก่งกว่าพี่ชาย ดังนั้น ถ้าจะให้ลูกเรียนดนตรี จงให้เขาเล่นเพลงไปเลย อย่ารอเรียน เบสิค มันเสียเวลา และน่าเบื่อ ในอนาคต ถ้าเขาต้องการเรียนเพิ่มความรู้ให้สูงขึ้น ก็ค่อยไปสนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง เด็กเล็ก ๆ ถ้าเรียนดนตรีไทย ควรเรียนเครื่องตี เช่น ขิม ระนาด เพราะการฝึกไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก และที่สำคัญ อย่าเก็บเข้าที่ ให้ตั้งวางเครื่องดนตรีนั้น ๆ ไว้ตรงจุดทึ่เขาชอบไปอยู่ พร้อมที่จะเล่นได้ทันที ข้อแนะนำ ถ้ามีเวลาพาลูกไปเรียนดนตรี ควรปฏิบัติดังนี้
1.อย่ารีบซื้อเครื่องดนตรี เพราะเด็กจะชินตา การเรียนจะไม่ตื่นเต้นพอลูกเล่นได้สักเพลงหรือสองเพลง ค่อยซื้อ แต่อย่าซื้อของแพง เอาไว้พอเขาเก่งขึ้น ค่อยให้เป็นรางวัลอีกครั้ง
2.เด็กเล็ก ๆ เมื่อเรียนดนตรี ควรให้เรียนด้วยความต้องการของเขาเอง อาจมีความสนใจสั้น แค่ 2 - 3 นาที ครูต้องหาของเล่นให้เล่นสลับกันไปกับการเรียน พ่อแม่ก็อย่าไปว่าครูว่าเขาอู้ เพราะเด็กโดยธรรมชาติมีความสนใจสั้น
3.พ่อแม่ต้องหวังสูงไว้เสมอว่า ลูกจะต้องเล่นดนตรีจนถึงวัยรุ่น ดังนั้น การจูงใจทุกรูปแบบ การใช้จิตวิทยา การเสริมแรงด้วยรางวัล ล้วนทำให้ลูกติดดนตรีจนโต สามารถหลุดรอดจากสังคมที่สุ่มเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
4.อย่าลืมหาเวทีให้ลูกโชว์บ่อย ๆ แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนี่อยบ้าง แต่รับรองว่าคุ้มค่าในอนาคต
จะให้ลูกเรียนอะไรดี
1.ดนตรีไทย
ควรเลือก
-ขิม
-ระนาด
2.ดนตรีสากล
ควรเลือก
-เปียโน ( ที่สร้างเสียงโดยการเคาะลงบนคีย์บอร์ด )
-ไวโอลิน ( อาจยากในช่วงแรก ๆ แต่จะเป็นผลดีในภายหลัง )
หมายเหตุ เครื่องดนตรีอื่น ๆ ก็สามารถเลือกเล่นได้ แต่ที่แนะนำแค่ 2 ประเภท ก็เพื่อให้มีทางเลือกที่ง่ายขึ้น
ส่วนข้อมูลที่นำมาแนะนำนี้ ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ เพราะเป็นเพียงการเก็บข้อมูลจากเหตุการณ์จริงในแวดวงของการเรียนการสอนดนตรีโดยทั่ว ๆ ไป
ทางเลือกของการเรียนดนตรีของเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่ต้องศึกษาจิตวิทยาเด็กไปด้วย โดยเข้าไปอ่านเว็บไซด์ที่เกี่ยวกับ ดนตรี พัฒนาการเด็ก
กรณีศึกษา
ครอบครัวหนึ่ง มีลูกสาว 1 คน พ่อเป็นครูสอนดนตรี แม่เป็นครูอนุบาล พ่อสอนดนตรีให้ลูกด้วยตัวเองตั้งแต่ 8 ขวบ ( ถือกันว่า อายุ 8 ขวบเป็นช่วงของการเริ่มต้นดนตรีได้ดีที่สุด ) ไม่สอนโน้ตหรือเบสิค แต่ให้เรียนเปียโนโดยสอนเพลง Turkish march ของ Mozart โดยวิธีให้จำไปทีละห้อง ไม่ได้รีบร้อน
ขณะที่ดำเนินการสอนอยู่นั้น ผู้เป็นแม่รู้ถึงระยะความสนใจของเด็กรุ่นนี้ว่า สั้นมาก จึงวางเปียโนไว้ตรงทางเดินที่ทุกคนต้องผ่าน เปิดสวิทซ์ไว้ตลอดเวลาเมื่ออยู่ในบ้าน แม่ทำเป็นอยากเรียนบ้าง พ่อก็มาสอนให้ แต่ในขณะที่สอน แม่ก็ทำเป็นเล่นไม่ได้ ท้าให้ลูกมาแข่งกับแม่
เกิดการต่อสู้กันระหว่างแม่กับลูก พอแม่นั่งเล่นเปียโนได้สักพักหนึ่ง ลูกก็จะมาร่วมแจมด้วยเสมอ
เริ่มใช้จิตวิทยาการเสริมแรงด้วยการให้คำชมเชยในครั้งแรกที่ลูกเล่นได้คล่องแคล่ว การเรียนดำเนินไปอย่างน่าสนใจ
วันหนึ่ง เด็กน้อยเล่นจบเพลง สร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น ที่เด็กตัวนิดเดียวสามารถเล่นเพลงดังกล่าวได้อย่างคล่องแคล่ว ความเร็วของนิ้วสูงมาก
ปัจจุบัน คุณแม่ยังเล่นเปียโนไม่ได้เลย แต่คุณลูกเป็นครูสอนเปียโนไปแล้ว
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
