วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553


สรุปหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551
การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของชาติ ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างคนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และมีศักยภาพพร้อมที่จะแข่งขันในเวทีโลก ไม่ว่าจะหลักสูตรใดก็ตาม หากนำไปใช้แล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 หลังการนำไปใช้ระยะหนึ่ง จากการศึกษาวิจัยพบว่า มีปัญหาบางประการ เช่น ด้านตัวชี้วัดหรือคุณลักษณะความรู้ความสามารถของผู้เรียนภายหลังจากเรียนจบแต่ละช่วงชั้นแล้วยังขาดความชัดเจน อีกทั้งครูผู้สอนโดยเฉพาะครูในโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอยู่จำนวนมากไม่สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ได้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 จัดทําขึ้นเพื่อใหเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานระดับท้องถิ่นและสถานศึกษานําไปเปนกรอบและทิศทางพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน จากข้อค้นพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผล การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่กล่าวถึง ประกอบกับข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคนในสังคมไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 1 จึงเกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีความเหมาะสม ชัดเจน ทั้งเป้าหมายของหลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมพัฒนาประเทศพื้นฐานในการดำรงชีวิต การพัฒนาสมรรถนะและทักและกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา โดยได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นทิศทางในการจัดทำหลักสูตร การเรียนการสอนในแต่ละระดับ นอกจากนั้นได้กำหนดโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ในแต่ละชั้นปีไว้ในหลักสูตรแกนกลาง และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาเพิ่มเติมเวลาเรียนได้ตามความพร้อมและจุดเน้น อีกทั้งได้ปรับกระบวนการวัดและประเมินผลผู้เรียน เกณฑ์การจบการศึกษาแต่ละระดับ และเอกสารแสดงหลักฐานทางการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ และมีความชัดเจนต่อการนำไปปฏิบัติดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้ปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติแต่ยังคงยึดมาตรฐานการเรียนรู้และหลักการเดิม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เปลี่ยนแปลงมาจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ซึ่งกําหนดจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตดี มีความสามารถแข่งขันในเวทีโลก ให้สถานศึกษามีสวนรวมในการพัฒนาหลักสูตร โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. เพิ่มวิสัยทัศน์ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและปรับจุดมุ่งหมายหลักสูตรให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งแต่เดิมกำหนดให้สถานศึกษาจัดทำวิสัยทัศน์ของหลักสูตรในระดับสถานศึกษา แต่ขาดการกำหนดวิสัยทัศน์ในระดับชาติ ทำให้เป้าหมายทิศทางของการจัดการศึกษาขาดความเป็นเอกภาพ ในการปรับปรุงจึงมีการกำหนดวิสัยทัศน์หลักสูตรในระดับชาติขึ้นเพื่อให้เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนตรงกันในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาชนของชาติ ดังนี้
"หลักสูตรแกกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ"
โดยมีจุดมุ่งหมายพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ การมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การมีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย การมีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิมไมมีการกล่าวถึงสมรรถนะ หลักสูตรใหม เพิ่มสมรรถนะสำคัญในการพัฒนาผู้เรียน มุ่งเน้นให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๕ ด้าน คือ ความสามารถในการสื่อสาร การคิดการแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต และการใช้เทคโนโลยี โดยครูผู้สอนต้องปลูกฝังและพัฒนาให้เกิดกับผู้เรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
3. ปรับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรเดิมไม่มีการกล่าวถึง หลักสูตรใหมมุ่งให้ผู้เรียนสามารถอยูร่วมกับผู้อื่นในสังคมไดอย่างมีความสุข ลักษณะอันพึงประสงคประกอบด้วย รักชาติ ศาสน กษัตริย, ซื่อสัตยสุจริต,มีวินัย, ใฝ่เรียนรู, อยูอย่างพอเพียง, มุ่งในการทํางาน, รักความเป็นไทย, มีจิตสาธารณะสถานศึกษาสามารถกําหนดลักษณะอันพึงประสงคเพิ่มเติมไดโดยมุ่งพัฒนาให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก คือ รักชาติศาสน์กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ
4. ปรับตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นตัวชี้วัดชั้นปี ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู ปฏิบัติได รวมทั้งลักษณะของผู้เรียนใน แตละระดับชั้นตัวชี้วัดนําไปใชในการกําหนดเนื้อหา จัดทําหนวยการเรียนรู้การจัดการสอนเป็นเกณฑ์สําคัญสําหรับวัดผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน ตัวชี้วัดมี 2 อย่างคือ ตัวชี้วัดชั้นปและตัวชี้วัดช่วงชั้น ตัวชี้วัดชั้นปีใชกับ ป.1 -ม.3 ตัวชี้วัดชวงชั้นใชกับ ม.4- ม.6
โดยการกำหนดตัวชี้วัดชั้นปีสำหรับการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งช่วยให้เกิดความเป็นเอกภาพ และมีความชัดเจนในการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลในแต่ละระดับชั้น รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา เพราะเดิมมีการกำหนดมาตรฐานช่วงชั้นกว้าง ๆ แล้วให้โรงเรียนกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังแต่ละปีเอง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและมีความแตกต่างระหว่างหลักสูตรของสถานศึกษาแต่ละแห่งเป็นอย่างมาก
5. การกำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล โดยคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดหลักสูตรใหมมี 8 กลุมสาระ และ 67 มาตรฐาน
6. กิจกรรมพัฒนาผูเรียนมุ่งใหผู้เรียนพัฒนาตนเองตามศักยภาพ เสริมใหเป็นผูมีศีลธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัยสรางจิตสํานึก อยู่ร่วมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผูเรียน มี 3 ลักษณะ คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน กิจกรรมพัฒนาสังคมและสาธารณะประโยชน
กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่สงเสริมและพัฒนาผูเรียนกิจกรรมนักเรียน ส่งเสริมใหผู้เรียนมีวินัย เป็นผู้นําและผูตามที่ดี เช่น ลูกเสือ เนตรนารียุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร กิจกรรมชุมนุมหรือชมรมกิจกรรมพัฒนาสังคมและสาธารณะประโยชน เปนกิจกรรมที่ส่งเสริมใหผู้เรียนมีจิตสาธารณะ เช่นกิจกรรมอาสาพัฒนาต่างๆ
การมุ่งเน้นแตละระดับป.1-ป.6 เน้นทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคํานวณ การคิดพื้นฐานการติดต่อสื่อสาร กระบวนการเรียนรูทางสังคมและพื้นฐานการเป็นมนุษย เน้นการเรียนรูแบบบูรณาการ
7. เวลาเรียน ป.1-ป.6 จัดการเรียนเปนรายป เรียนวันละไม่เกิน 5 ชั่วโมง กําหนดให้กิจกรรมพัฒนา ผู้เรียนทั้ง 3 กิจกรรมในชั้นป. 1-ม.3 ปละ 120 ชั่วโมง และกําหนดใหสถานศึกษาจัดสรรเวลากิจกรรมพัฒนาสังคมและสาธารณะประโยชน ในขั้น ป.1-ป.6 รวม 60 ชั่วโมง(ปละ 10 ชั่วโมง)การจัดการเรียน รู้เป็นกระบวนการสําคัญนําหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติผู้สอนต้องพยายามคัดสรรการเรียนรูโดยช่วยให ผู้เรียนเรียนผ่านสาระที่กําหนดไวในหลักสูตรประกอบด้วย
1. หลักการจัดการเรียนรู เน้นผู้เรียนสําคัญที่สุด โดยคํานึงถึงความแตกต่างระหว่าง
บุคคล และการพัฒนาสมองเน้นใหความรูและคุณธรรม
2. กระบวนการเรียนรู ในการจัดการผู้เรียนควรไดรับการฝึกฝนพัฒนา ผู้สอนต้องทํา
ความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ และสามารถเลือกใช้ไดอย่างมีประสิทธิภาพ
3. การออกแบบการจัดการเรียนรูผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรใหเข้าใจ แล้วพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้ใหเหมาะสม เพื่อให้ผูเรียนพัฒนาเต็มตามศักยภาพ
8. การวัดและประเมินผลการเรียนรูตั้งอยูบนพื้นฐาน 2 ประการคือ ประเมินเพื่อพัฒนาผูเรียน และตัดสินผลการเรียนการประเมินตามตัวชี้วัดจะสะทอนสมรรถนะผูเรียน การประเมินมี 4 ระดับ คือ ชั้นเรียนสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาและชาติการประเมินในชั้นเรียนจะประเมินโดยครู ผู้เรียน เพื่อน หรือผู้ปกครองก็ได้ต้องใชเทคนิคประสบการณหลากหลายและสม่ำเสมอ เชน การซักถาม การสังเกต การตรวจการ บ้านการใชแบบทดสอบ ฯลฯ
9. เกณฑการวัดและการประเมินผลการเรียนผูสอนต้องคํานึงถึงการพัฒนาผูเรียนแต่ละคน เก็บข้อมูลสม่ำเสมอและต่อเนื่องระดับประถมศึกษาผูเรียนต้องมีเวลาเรียนไมน้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมดผู้เรียนต้องไดรับการประเมินทุกตัวชี้วัด และผ่านตามเกณฑที่สถานศึกษากําหนดผู้เรียน ต้องไดรับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชาผูเรียนต้องไดรับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑที่สถานศึกษากําหนด ในการอ่าน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และกิจกรรมพัฒนาผูเรียนการตัดสินผลจะให้เป็นตัวเลข ตัวอักษร หรือร้อยละก็ได
การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะหและเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค ให้ระดับ ดีเยี่ยม ดี และ ผ่านการประเมินกิจกรรมและพัฒนาผูเรียน ผ่านไมผ่านการรายงานผลการเรียน ต้องรายงานให ผู้ปกครองทราบ เป็นระยะๆ อย่างน้อยภาคเรียนละครั้ง

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

เพื่อน ๆ ว่าดนตรีช่วยเสริมสร้างเด็กให้มีพัฒนาการทางด้านใดกันบ้างเอ่ย ตอบเป็นข้อ ๆ ก็ได้นะจ๊ะ

ดนครีช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กปฐมวัย

ดนตรีช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กปฐมวัย

เพลงและดนตรีจะช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาบางอย่างของเด็กปฐมวัย เช่น เด็กที่ไม่กล้าแสดงออก ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เด็กที่ขี้อาย มีความก้าวร้าว ฯลฯ เราสามารถนำกิจกรรมทางดนตรีเข้ามาช่วยปรับ หรือแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาด้านระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียงแก่เด็กปฐมวัย

ดนตรีสามารถเป็นสื่อที่จะให้เด็กรักษาระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียง โดยวิธีนี้เป็นสิ่งที่ทำได้โดยง่าย ซึ่งจะทำให้ครู - อาจารย์ ผู้เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อย หรือ เคี่ยวเข็ญบังคับ เช่น การใช้สัญญาณที่เป็นเสียงเพลงหรือดนตรีกับเด็กว่า ถ้าได้ยินเสียงสัญญาณนี้ทุกคนจะต้องมาเข้าแถว สัญญาณเสียงนี้ทุกคนจะต้องหยุดเล่น สัญญาณนอน สัญญาณรับประทานอาหาร สัญญาณดื่มน้ำ ฯลฯ ซึ่งอาจใช้สัญญาณเสียงที่เป็นเสียงดนตรีง่าย ๆ เช่น นกหวีดเป่าเป็นจังหวะ เสียงกลอง เสียงกรับ เสียงฉิ่ง - ฉับ เสียงกระดิ่งสั่น เป็นจังหวะหรือเสียงเพลงใดเพลงหนึ่ง ซึ่งถ้าเด็กเข้าใจและเคยชินกับสัญญาณเสียงทางดนตรีเหล่านี้ เด็กจะปฏิบัติทุกอย่างได้ดีมีความพร้อมเพรียงกัน โดยที่ครูหรือผู้อ่านเองไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการที่จะต้องคอยตะโกนบอกเด็กอยู่ทุกระยะ ฉะนั้นดนตรีจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยพัฒนาระเบียบวินัย รวมถึงความพร้อมเพรียงของเด็กปฐมวัยไได้อีกทางหนึ่ง

ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย

ดนตรีช่วยให้เด็กรู้จักฟังและแยกความแตกต่างของระดับเสียง สูง ต่ำ ดัง ค่อย หนัก เบา แหลม ทุ้ม รู้จักแยกอัตราจังหวะ ช้า ปานกลาง เร็ว ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการฟังคำพูดที่ประกอบไปด้วยเสียงหนัก - เบา และเสียงวรรณยุกต์ทางภาษาที่แตกต่างกัน ดนตรีจะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านต่าง ๆ อาทิ การเขียน การพูด การอ่านออกเสียงของเด็ก เพราะในขณะที่เด็กร้องเพลง เด็กจะต้องรู้จักควบคุมการหายใจ รู้จักควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด รู้จักจังหวะ
ของคำพูด รู้จักรูปประโยคที่ถูกต้อง และเด็กจะชอบเล่นกับคำพูด ซึ่งเป็นบทคล้องจองที่อยู่ในเพลงนั้น เนื่องจากเพลงทุกเพลงจะต้องมีเนื้อร้องที่สัมผัสกัน เช่น นกเอยนกน้อยน้อย เจ้าค่อยค่อยเคลื่อนคล้อยมา คำว่าน้อยสัมผัสกับค่อย ลักษณะของคำที่คล้องจองกันเช่นนี้ ทำให้เด็กสามารถจำเพลงได้ง่ายขึ้น สิ่งต่าง ๆ ดังที่ผู้เขียนกล่าวมาจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้กับเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี

ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

ดนตรีจะช่วยสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจ และมโนคติกับเด็กในเรื่องต่าง ๆ เช่น ธรรมชาติศึกษา คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา ฯลฯ และเป็นการช่วยที่เด็กพอใจ เด็กเข้าใจและจดจำได้เอง โดยไม่ต้องมีการบังคับ เช่น นบทเพลงที่เกี่ยวกับลม ฝน แมลง นก ขณะที่เด็กร้องเพลงและทำท่าเคลื่อนไหวเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ อาทิ ลีลาเลียนแบบท่าทางของสัตว์ ท่าทางของคน ลีลาเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์กลไกและเครื่องเล่น ลีลา เลียนแบบปรากฎการณ์ธรรมชาติ หรือลีลาตามจินตนการ ซึ่งเด็กจะมีความเข้าใจธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น หรือในขณะที่เด็กร้องเพลงนับกระต่าย นับลูกแมว นับนิ้ว เด็กก็จะได้รับความคิดในเรื่องการเพิ่ม - ลดของจำนวน การเรียงลำดับที่ ฯลฯ ซึ่งพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยจะเจริญงอกงามโดยอาศัยกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมทางดนตรีนับเป็นกิจกรรมที่มี ความสำคัญยิ่ง

ดนตรีช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย

เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กปฐมวัยเป็นเด็กที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) เด็กจะสนใจตนเองมากกว่า ทำให้เด็กไม่ค่อยคิดถึงผู้อื่น สิ่งที่ควรแก้ไขให้รู้จักเอาใจผู้อื่น แบ่งปันสิ่งของ ร่วมเล่นกับเพื่อน รู้จักช่วยเพื่อน ๆ รู้จักใช้ถ้อยคำและกริยาอย่างเหมาะสม รู้จักรักและชื่นชมและให้อภัยต่อกัน ซึ่งสิ่งดังกล่าวสามารถใช้ดนตรีเป็นสื่อ เพราะดนตรีมีส่วนช่วยโน้มน้าวให้เด็กอยากเรียน อยากเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน โดยที่ไม่ต้องมีการบังคับแต่ประการใด วิธีหนึ่งที่จะให้เด็กได้พัฒนาด้านสังคม คือ ให้เด็กได้ร่วมร้องเพลงหรือทำกิจกรรมทางดนตรี แสดงบทบาทตามดนตรี จนกระทั่งเด็กเกิดความซาบซึ้งและเห็นคุณค่า เด็กจะพยายามเลียนแบบ ทั้งนี้ ครูและผู้เกี่ยวข้องต้องคอยย้ำและเตือนอยู่เสมอ จนกระทั่งเด็กได้พัฒนาพฤติกรรมทางสังคม เด็กที่ได้รับการพัฒนาทางด้านสังคมโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ ผู้เขียนคิดว่า เด็กจะเรียนรู้ถึงความเป็นไปของสังคมใกล้ตัวและสังคมรอบข้าง เด็กจะเป็นที่รักของสมาชิกและสังคม อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข สามารถปรับ
ตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ รู้จักพูดจา แสดงท่าทางเหมาะแก่กาลเทศะ ทำงานและเล่นกับผู้อื่นได้ดี ยอมรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากการใช้ดนตรีเป็นสื่อในการพัฒนาสังคมของเด็กปฐมวัยโดยแท้

ดนตรีช่วยสร้างเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ - จิตใจของเด็กปฐมวัย

เพลงและดนตรีช่วยพัฒนาอารมณ์ของเด็กในแง่การให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน สดชื่น ร่าเริง บางครั้งเด็กปฐมวัยจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง อาจทำให้เด็กเกิดความขัดแย้งหรือสับสน จึงทำให้เด็กมีปัญหาในด้านอารมณ์และจิตใจดนตรีจะสามารถช่วยบรรเทาหรือปรับอารมณ์เด็กได้อย่างดี ดนตรีสามารถช่วยให้เด็กได้แสดงออกตามความต้องการความรู้สึกและความสามารถ ช่วยถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของเด็ก ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียด ดังจะเห็นได้จากการ
สังเกตเวลาเด็กร้องเพลงเล่นกัน เด็กจะมีหน้าตายิ้มแย้ม เบิกบาน แม้เด็กบางคนจะมีอารมณ์หงุดหงิด แต่เมื่อได้ร้องรำทำเพลงหรือได้ฟังเพลงสักครู่ก็จะค่อยคลายความไม่สบายใจลง เพราะความไพเราะของเพลง ลีลาและท่วงทำนองเพลงจะช่วยกล่อมอารมณ์ของเด็กให้เพลิดเพลินเป็นปกติได้อย่างดี นอกจากนี้แล้ว ดนตรียังพัฒนาอารมณ์ของเด็ก เกิดความบันเทิงใจ เพลิดเพลิน เกิดจินตนาการกว้างไกล อารมณ์เยือกเย็น สุขุม รักสวยรักงาม เห็นคุณค่าของดนตรี รักในเสียงเพลง เสียงดนตรี
จากการสัมผัสดนตรีอยู่ในโลกของดนตรี ไม่เกิดความเหงา เห็นเสียงเพลงเสียงดนตรีเป็นเพื่อน เด็กจะเกิดความนุ่มนวลอ่อนโยนขึ้น ไม่แข็งกระด้าง ไม่เห็นแก่ตัว มีอารมณ์สุนทรีย์ละเอียดอ่อน การพัฒนาทางอารมณ์ของเด็กจะได้รับการกล่อมเกลาไปทีละเล็กละน้อย จนมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม อันเป็นผลพวงจากดนตรีนั่นเอง

การนำกิจกรรมดนตรีมาใช้ประกอบการเรียนการสอนให้สัมพันธ์กับบทเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยนั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เด็กเรียนด้วยความสนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่ายวิชาที่เรียน เพราะเป็นการได้รับความรู้จากบทเรียน คละเคล้าไปกับการเล่นโดยไม่รู้ตัว และจะช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ ความจำของเด็กได้ดีขึ้น กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้ดนตรีอาจทำได้ดังนี้

1. ใช้ดนตรีเป็นเนื้อหาในการเรียนแล้วโยงไปหาวิชาอื่น ๆ เช่น ถ้าเพลงใดมีเนื่อหาที่บอกเรื่องราวต่าง ๆ สมบูรณ์ในตัว ก็นำเพลงนั้นมาให้เด็กร้องและอธิบายข้อความตามเนื้อเพลง แล้วจึงโยงไปถึงการเล่น การเล่าเรื่อง การเล่นนิทาน การฝึกทักษะด้านอื่น ๆ

2. ใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบให้สัมพันธ์กับบทเรียน คือ เรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วนำเพลงที่สัมพันธ์กับบทเรียนเข้ามาแทรก ซึ่งการแทรกนี้อาจทำได้หลายทาง เช่น ใช้ดนตรีเป็นการนำบทเรียน เพื่อที่จะเร้าให้เด็กเกิดความสนใจและกระตือรือร้นอยากที่จะเรียน ควรใช้เพลงที่เกี่ยวกับการให้เด็กคิดหรือให้ทาย เป็นต้นใช้ดนตรีแทรกตอนกลางบทเรียน บางครั้งบทเรียนที่ค่อนข้างยาวเกินไป อาจทำให้เด็กเบื่อและมีสมาธิสั้น อาจใช้เพลงแทรกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และเพื่อให้
เด็กเรียนด้วยความสนุกสนานยิ่งขึ้น ซึ่งเพลงที่จะนำมาร้องแทรกตอนกลางของบทเรียนนี้ ควรเป็นเพลงที่เด็กร้องเป็นมาก่อน หรือเคยได้ฟังมาบ้างและเป็นเพลงที่ร้องง่าย ๆ ฉะนั้น ครูจะต้องเริ่มสอนร้องเพลงใหม่ ทำให้ความสนใจของเด็กมาอยู่ที่ดนตรีหมด โดยที่ยังสอนบทเรียนไม่จบ นอกจากนี้ การนำดนตรีมาแทรกในบทเรียนยังช่วยได้มากในกรณีที่ครูต้องการเน้นเนื้อหาให้เด็กเข้าใจ และเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น

3. ใช้ดนตรีหรือเพลงร้องภายหลังบทเรียน ซึ่งเป็นการทบทวนบทเรียนไปด้วย เช่น เมื่อเด็กเรียนธรรมชาติศึกษาเรื่องสัตว์ต่าง ๆ ได้หัดฟังและเลียนแสียงร้องของสัตว์และชนิดของสัตว์ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้ว เพื่อเป็นการทบทวนความจำให้แม่นยำยิ่งขึ้นว่าสัตว์ใดร้องอย่างใด ก็นำกิจกรรมทางดนตรีมาให้เด็กร้องหรือเล่นเป็นการสรุปบทเรียนได้อีกทางหนึ่ง

การนำกิจกรรมทางดนตรีมาประกอบการเรียนการสอนเพื่อเป็นสื่อสร้างเสริมพัฒนาการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัย สามารถสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงรายวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษา สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศึกษา ธรรมชาติ ฯลฯ การใช้ดนตรีเข้าช่วยจะทำให้เด็กเกิดความสุกสนาน สร้างเสริมคุณค่าและพัฒนาการทางอารมณ์ สามารถอำนวยประโยชน์ในกิจกรรมการเรียนการสอน และเป็นประโยชน์สำหรับเด็กปฐมวัยและผู้เกี่ยวข้อง

ที่มา http://www.student.chula.ac.th/~47445269/webpage/music5.htm

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

แนวทางการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย

เพื่อนจ๋า......... เพื่อน ๆ คิดว่าเรา...ในฐานะที่จะเป็นครูในวันข้างหน้านี้เราจะมีแนวทางในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับเพลงหรือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ๆ ที่น่ารักของเรากันอย่างไรบ้าง

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นแอลดี !!
แม้แอลดีจะไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนในเด็กต่ำกว่า 6 ขวบ แต่เราก็สามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้มือไม่เก่ง งุ่มง่าม ซุกซน พูดช้า การทรงตัวไม่ดี สับสนทิศทาง สับสนซ้ายขวา หรือเด็กที่อายุเกินชั้น ป.1 แล้วยังพูดไม่ชัด มีปัญหาเรื่องของการใช้ภาษา พูด อธิบายหรือเล่าอะไรไม่ได้ ประโยคไม่ปะติดปะต่อ ก็อาจจะมีแอลดีร่วมด้วย และเมื่อถึงวัยประถมที่สภาพแวดล้อมเริ่มผลักดันให้ต้องแสดงความสามารถ การเรียนแยกย่อยเป็นรายวิชาและเอาจริงเอาจังมากขึ้น อาการของโรคก็จะแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้น
+ - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - +
ภาวะแอลดีมีผลต่อเด็กอย่างไร ?
ทำให้มีศักดิ์ศรีในตนเองต่ำ เด็กอาจจะรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากเพื่อน บ่อยครั้งมักคิดว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่นหรือแย่กว่าคนอื่น
ทำให้เด็กคิดว่าตนเองจะล้มเหลวทางการเรียน ไม่คาดหวังอะไรมากเกี่ยวกับผลการเรียน ทำให้ไม่ตั้งใจเรียนจนสูญเสียความสนใจทางการเรียนไป
ทักษะทางสังคมช้าหรือไม่เหมาะสมกับวัย เช่นเด็กบางคนอาจชอบเล่นกับเด็กที่อายุน้อยกว่า การควบคุมตนเองหรือการแสดงออกทางพฤติกรรมไม่เหมาะสม
+ - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - +
การให้ความช่วยเหลือ
แอลดีนั้นถือเป็นโรคที่ไม่มีทางหายขาด การฝึกฝนอาจจะทำให้ทักษะการอ่าน เขียนหรือคำนวณพัฒนาขึ้นมาได้บ้างเป็นบางส่วน แต่โดยธรรมชาติ วิธีการเรียนรู้ของเด็กแอลดีก็จะแตกต่างจากเด็กอื่นๆดังนั้น สิ่งสำคัญคือพ่อแม่และครูต้องมีความเข้าใจถึงความแตกต่างและข้อจำกัดของเด็ก จึงจะทำให้เด็กได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม


กิจกรรมบำบัดกับเด็กแอลดี
กิจกรรมบำบัดเป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ในการพัฒนาความสามารถในด้านการเรียนให้เพิ่มขึ้นได้ โดยนักกิจกรรมบำบัดจะให้การช่วยเหลือเด็กในองค์ประกอบพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น
- ส่งเสริมช่วงความสนใจและสมาธิในเด็กที่มีช่วงความสนใจและสมาธิสั้น
- ลดพฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง
- ส่งเสริมทักษะการควบคุมตนเองการอดทนต่อความคับข้องใจ
- ส่งเสริมทักษะความจำด้านสายตา
- ส่งเสริมทักษะด้านการเคลื่อนไหว
โดยใช้กิจกรรมที่ผ่านการวิเคราะห์โดยนักกิจกรรมบำบัด เป็นสื่อในการส่งเสริมความสามารถให้กับเด็กในแต่ละด้านที่เด็กมีปัญหา หลังจากที่เด็กได้เข้ารับการประเมินทางกิจกรรมบำบัดแล้ว

นำมาจาก คลินิกกิจกรรมบำบัด

ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก

คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียงใหม่โดยนางสาวจงกลกร พันธ์ประสิทธิ์ 484186101 หมู่เรียน 48/186/1



รักลูกมากกกกก...จะให้ดนตรีอะไรกับลูกดี?
เมื่อพ่อแม่ เสียสละเวลาเพื่อลูก พาลูกไปเรียนดนตรี แต่กลับให้เรียนในลักษณะของกระบวนการ มากกว่าที่จะให้ลูก ได้สัมผัสกับดนตรีโดยตรง มีวิธีเดียวที่จะทำให้ลูกติดดนตรีไปจนโตได้ จะต้องให้เขาเรียนปฏิบัติจริง เรียนเป็นเพลง ๆ ไป ให้จำได้ทีละเพลง พูดง่าย ๆ คือ เรียนดนตรีโดยการต่อเพลง คล้าย ๆ กับการเรียนดนตรีไทย ดนตรีไทยจะเรียนโดยวิธีต่อเพลงโดยครู หรือพ่อแม่ ปู่ยา ตายาย ฯลฯ นักดนตรีไทยที่เก่ง ๆ เช่น ชัยยุทธ โตสง่า แห่งวง บอยไทย ก็เก่งมาได้จากวิธีการนี้ นักดนตรีเอกของโลก ได้แก่ โยฮัน เซบาสเตียน บ้าค ในยุค บาโร้ค เรียนเปียโนจากการ จดจำพี่ชายเล่น จนในที่สุดเล่นได้เก่งกว่าพี่ชาย ดังนั้น ถ้าจะให้ลูกเรียนดนตรี จงให้เขาเล่นเพลงไปเลย อย่ารอเรียน เบสิค มันเสียเวลา และน่าเบื่อ ในอนาคต ถ้าเขาต้องการเรียนเพิ่มความรู้ให้สูงขึ้น ก็ค่อยไปสนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง เด็กเล็ก ๆ ถ้าเรียนดนตรีไทย ควรเรียนเครื่องตี เช่น ขิม ระนาด เพราะการฝึกไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก และที่สำคัญ อย่าเก็บเข้าที่ ให้ตั้งวางเครื่องดนตรีนั้น ๆ ไว้ตรงจุดทึ่เขาชอบไปอยู่ พร้อมที่จะเล่นได้ทันที ข้อแนะนำ ถ้ามีเวลาพาลูกไปเรียนดนตรี ควรปฏิบัติดังนี้
1.อย่ารีบซื้อเครื่องดนตรี เพราะเด็กจะชินตา การเรียนจะไม่ตื่นเต้นพอลูกเล่นได้สักเพลงหรือสองเพลง ค่อยซื้อ แต่อย่าซื้อของแพง เอาไว้พอเขาเก่งขึ้น ค่อยให้เป็นรางวัลอีกครั้ง
2.เด็กเล็ก ๆ เมื่อเรียนดนตรี ควรให้เรียนด้วยความต้องการของเขาเอง อาจมีความสนใจสั้น แค่ 2 - 3 นาที ครูต้องหาของเล่นให้เล่นสลับกันไปกับการเรียน พ่อแม่ก็อย่าไปว่าครูว่าเขาอู้ เพราะเด็กโดยธรรมชาติมีความสนใจสั้น
3.พ่อแม่ต้องหวังสูงไว้เสมอว่า ลูกจะต้องเล่นดนตรีจนถึงวัยรุ่น ดังนั้น การจูงใจทุกรูปแบบ การใช้จิตวิทยา การเสริมแรงด้วยรางวัล ล้วนทำให้ลูกติดดนตรีจนโต สามารถหลุดรอดจากสังคมที่สุ่มเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
4.อย่าลืมหาเวทีให้ลูกโชว์บ่อย ๆ แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนี่อยบ้าง แต่รับรองว่าคุ้มค่าในอนาคต
จะให้ลูกเรียนอะไรดี
1.ดนตรีไทย
ควรเลือก
-ขิม
-ระนาด
2.ดนตรีสากล
ควรเลือก
-เปียโน ( ที่สร้างเสียงโดยการเคาะลงบนคีย์บอร์ด )
-ไวโอลิน ( อาจยากในช่วงแรก ๆ แต่จะเป็นผลดีในภายหลัง )
หมายเหตุ เครื่องดนตรีอื่น ๆ ก็สามารถเลือกเล่นได้ แต่ที่แนะนำแค่ 2 ประเภท ก็เพื่อให้มีทางเลือกที่ง่ายขึ้น
ส่วนข้อมูลที่นำมาแนะนำนี้ ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ เพราะเป็นเพียงการเก็บข้อมูลจากเหตุการณ์จริงในแวดวงของการเรียนการสอนดนตรีโดยทั่ว ๆ ไป
ทางเลือกของการเรียนดนตรีของเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่ต้องศึกษาจิตวิทยาเด็กไปด้วย โดยเข้าไปอ่านเว็บไซด์ที่เกี่ยวกับ ดนตรี พัฒนาการเด็ก


กรณีศึกษา
ครอบครัวหนึ่ง มีลูกสาว 1 คน พ่อเป็นครูสอนดนตรี แม่เป็นครูอนุบาล พ่อสอนดนตรีให้ลูกด้วยตัวเองตั้งแต่ 8 ขวบ ( ถือกันว่า อายุ 8 ขวบเป็นช่วงของการเริ่มต้นดนตรีได้ดีที่สุด ) ไม่สอนโน้ตหรือเบสิค แต่ให้เรียนเปียโนโดยสอนเพลง Turkish march ของ Mozart โดยวิธีให้จำไปทีละห้อง ไม่ได้รีบร้อน

ขณะที่ดำเนินการสอนอยู่นั้น ผู้เป็นแม่รู้ถึงระยะความสนใจของเด็กรุ่นนี้ว่า สั้นมาก จึงวางเปียโนไว้ตรงทางเดินที่ทุกคนต้องผ่าน เปิดสวิทซ์ไว้ตลอดเวลาเมื่ออยู่ในบ้าน แม่ทำเป็นอยากเรียนบ้าง พ่อก็มาสอนให้ แต่ในขณะที่สอน แม่ก็ทำเป็นเล่นไม่ได้ ท้าให้ลูกมาแข่งกับแม่

เกิดการต่อสู้กันระหว่างแม่กับลูก พอแม่นั่งเล่นเปียโนได้สักพักหนึ่ง ลูกก็จะมาร่วมแจมด้วยเสมอ

เริ่มใช้จิตวิทยาการเสริมแรงด้วยการให้คำชมเชยในครั้งแรกที่ลูกเล่นได้คล่องแคล่ว การเรียนดำเนินไปอย่างน่าสนใจ

วันหนึ่ง เด็กน้อยเล่นจบเพลง สร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น ที่เด็กตัวนิดเดียวสามารถเล่นเพลงดังกล่าวได้อย่างคล่องแคล่ว ความเร็วของนิ้วสูงมาก

ปัจจุบัน คุณแม่ยังเล่นเปียโนไม่ได้เลย แต่คุณลูกเป็นครูสอนเปียโนไปแล้ว